Digitization คือการเปลี่ยนข้อมูลจากรูปแบบเดิมเป็นดิจิทัล ขณะที่ Digital Transformation คือการเปลี่ยนกระบวนการ วิธีทำงาน และผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี บทความนี้อธิบายความแตกต่างพร้อมวิธีเริ่มต้นสำหรับองค์กร
Digital Transformation คืออะไร หลายองค์กรเริ่มต้นโครงการดิจิทัลด้วยการสแกนเอกสาร ซื้อซอฟต์แวร์ หรือนำระบบ Automation มาใช้ แต่หลังจากลงทุนแล้วกลับพบว่าพนักงานยังต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ส่งไฟล์ผ่านอีเมล และติดตามการอนุมัติด้วยวิธีเดิม
สาเหตุสำคัญคือ Digitization และ Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นไฟล์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนการทำ Digital Transformation ต้องทำให้ข้อมูลดิจิทัลเชื่อมต่อกับกระบวนการ คน และการตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง
Digital Transformation คืออะไร
Digital Transformation คือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนวิธีที่องค์กรดำเนินงาน ให้บริการลูกค้า ตัดสินใจ และสร้างคุณค่าทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเครื่องมือจากแบบเดิมเป็นแบบดิจิทัล
ตามนิยามของ OECD เรื่อง Digital Transformation Digitization หมายถึงการแปลงข้อมูลและกระบวนการแบบแอนะล็อกให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ ขณะที่ Digitalization คือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลจนเกิดกิจกรรมใหม่หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อกิจกรรมเดิม ส่วน Digital Transformation คือผลของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในระดับที่กว้างขึ้น
สำหรับองค์กร การ Transformation จึงอาจครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้พร้อมกัน
-
- การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่
- การเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
- การลดงานที่ต้องทำซ้ำด้วยมือ
- การกำหนดสิทธิ์และขั้นตอนอนุมัติ
- การใช้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ
- การปรับบทบาทและทักษะของพนักงาน
- การวางระบบกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยง
Digital Transformation ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าองค์กรควรซื้อเทคโนโลยีอะไร แต่เริ่มจากคำถามว่าต้องการแก้ปัญหาธุรกิจและสร้างผลลัพธ์อะไร
Digital Transformation กับ Digitization ต่างกันอย่างไร
คำตอบสั้นที่สุดคือ Digitization เปลี่ยนรูปแบบของข้อมูล ส่วน Digital Transformation เปลี่ยนวิธีทำงานและผลลัพธ์ขององค์กร
ระหว่างสองคำนี้ยังมีคำว่า Digitalization ซึ่งช่วยอธิบายระดับการเปลี่ยนผ่านได้ชัดเจนขึ้น
| ระดับ | ความหมาย | ตัวอย่าง | ผลลัพธ์หลัก |
|---|---|---|---|
| Digitization | เปลี่ยนข้อมูลจากรูปแบบเดิมเป็นดิจิทัล | สแกนใบแจ้งหนี้เป็น PDF | จัดเก็บและค้นหาได้สะดวกขึ้น |
| Digitalization | ใช้ข้อมูลดิจิทัลปรับกระบวนการ | OCR อ่านข้อมูลและส่งเข้าระบบอนุมัติ | ลดการคีย์และส่งต่องานด้วยมือ |
| Digital Transformation | เปลี่ยนกระบวนการ การบริหาร และคุณค่าทางธุรกิจ | เชื่อมรับเอกสาร ตรวจสอบ อนุมัติ จ่ายเงิน และวิเคราะห์ข้อมูล | เพิ่มความเร็ว การควบคุม และความสามารถในการตัดสินใจ |
Digitization เปลี่ยนรูปแบบข้อมูล
Digitization เน้นการแปลงสิ่งที่อยู่ในรูปแบบแอนะล็อกหรือกระดาษให้คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บและประมวลผลได้ เช่น
-
- สแกนเอกสารเป็น PDF
- เปลี่ยนแบบฟอร์มกระดาษเป็นไฟล์
- แปลงภาพเอกสารเป็นข้อมูลด้วย OCR
- นำแฟ้มเอกสารเข้าสู่คลังดิจิทัล
องค์กรที่มีเอกสารจำนวนมากสามารถเริ่มต้นจาก บริการสแกนเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลพร้อมสำหรับการค้นหา ส่งต่อ และนำไปใช้ในขั้นตอนถัดไป
Digitalization เปลี่ยนวิธีดำเนินกระบวนการ
Digitalization เกิดขึ้นเมื่อองค์กรไม่ได้หยุดอยู่ที่การมีไฟล์ แต่เริ่มนำข้อมูลจากไฟล์ไปใช้เปลี่ยนขั้นตอนการทำงาน เช่น
-
- รับใบแจ้งหนี้ผ่านช่องทางกลาง
- ใช้ OCR AI แปลงเอกสารเป็นข้อมูล
- ตรวจสอบความครบถ้วนตามเงื่อนไข
- ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติตามวงเงิน
- บันทึกผลลงในระบบที่เกี่ยวข้อง
- แจ้งสถานะให้ผู้ส่งเอกสารทราบ
ผลลัพธ์ไม่ได้มีเพียง “เอกสารถูกแปลงเป็นไฟล์” แต่รวมถึงขั้นตอนที่เร็วขึ้น ตรวจสอบย้อนหลังได้ และลดจุดที่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ
Digital Transformation เปลี่ยนองค์กรและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
Digital Transformation เกิดขึ้นเมื่อกระบวนการดิจิทัลเชื่อมต่อกันในระดับองค์กรและสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น
-
- ฝ่ายจัดซื้อและบัญชีใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
- ผู้บริหารเห็นสถานะและปริมาณงานจากข้อมูลจริง
- ระบบจัดเส้นทางอนุมัติตามนโยบายองค์กร
- พนักงานเปลี่ยนจากงานคีย์ข้อมูลไปตรวจสอบข้อยกเว้น
- ข้อมูลจากกระบวนการถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผน
- องค์กรสามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มขั้นตอนแบบเดิม
การมีข้อมูลดิจิทัลคือรากฐาน แต่การสร้าง Business Impact จากข้อมูลนั้นคือเป้าหมายของ Digital Transformation
ตัวอย่างจากเอกสารกระดาษสู่กระบวนการดิจิทัล
ลองพิจารณากระบวนการจัดการใบแจ้งหนี้ขององค์กร
| ระดับการปรับเปลี่ยน | กระบวนการจัดการใบแจ้งหนี้ | ผลลัพธ์และข้อจำกัด |
|---|---|---|
| ก่อนปรับกระบวนการ | เอกสารถูกส่งไปหลายแผนก พนักงานคีย์ข้อมูลลง Spreadsheet ส่งอีเมลให้ผู้อนุมัติ และติดตามสถานะผ่านโทรศัพท์หรือข้อความ ก่อนคีย์ข้อมูลซ้ำเข้าสู่ระบบบัญชี | ใช้แรงงานกับงานซ้ำซ้อน ติดตามสถานะและค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ยาก |
| Digitization | สแกนใบแจ้งหนี้กระดาษเป็นไฟล์ PDF | จัดเก็บและค้นหาไฟล์สะดวกขึ้น แต่ขั้นตอนคีย์ข้อมูล ส่งอีเมล และติดตามงานอาจยังเหมือนเดิม |
| Digitalization | ใช้ OCR สกัดข้อมูล ตรวจสอบช่องข้อมูล และส่งเข้าสู่ Workflow เพื่ออนุมัติตามเงื่อนไข งานที่มีกฎชัดเจนดำเนินการด้วย Automation ส่วนพนักงานจัดการเฉพาะรายการผิดปกติ | ลดงานคีย์ข้อมูลและทำให้กระบวนการอนุมัติเป็นระบบมากขึ้น |
| Digital Transformation | เชื่อมข้อมูลตั้งแต่การรับเอกสาร การอนุมัติ ไปจนถึงการชำระเงิน พร้อมออกแบบการทำงานให้คน กระบวนการ และข้อมูลทำงานร่วมกัน | ผู้บริหารมองเห็นคอขวด วิเคราะห์ระยะเวลาทำงาน และปรับนโยบายจากข้อมูลจริงได้ |
ดังนั้น หากถามว่า Digital Transformation กับ Digitization ต่างกันอย่างไร คำตอบคือ Digitization เน้นเปลี่ยนข้อมูลหรือเอกสารให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ส่วน Digital Transformation คือการปรับทั้งกระบวนการทำงานและการใช้ข้อมูลแบบเชื่อมโยง ซึ่งอาจครอบคลุม Workflow Automation และการบริหารงานแบบ BPO ตามความเหมาะสมขององค์กร
การนำเทคโนโลยีมาวางทับบนกระบวนการเดิมอาจเปลี่ยนเพียงเครื่องมือ แต่ไม่ได้กำจัดปัญหาที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแบบฟอร์มกระดาษเป็นแบบฟอร์มออนไลน์ แต่ยังต้องพิมพ์ออกมาเซ็นและคีย์เข้าระบบอีกครั้ง
สัญญาณที่บอกว่าองค์กรอาจยังอยู่ในระดับ Digitization ได้แก่
-
- มีไฟล์ดิจิทัลจำนวนมาก แต่ค้นหาหรือใช้ข้อมูลต่อไม่ได้
- ต้องดาวน์โหลดไฟล์แล้วอัปโหลดเข้าสู่อีกระบบหนึ่ง
- พนักงานคัดลอกข้อมูลระหว่างระบบ
- การอนุมัติยังขึ้นอยู่กับการติดตามรายบุคคล
- แต่ละแผนกเก็บข้อมูลคนละชุด
- ไม่มีตัวชี้วัดตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
- ปัญหาถูกย้ายจากกระดาษไปอยู่ในอีเมลหรือ Spreadsheet
เทคโนโลยีจึงไม่ควรเป็นจุดเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว องค์กรต้องพิจารณาทั้ง Process, Data, People และ Governance ควบคู่กัน
องค์กรควรเริ่ม Digital Transformation จากตรงไหน
องค์กรควรวางเรื่องความปลอดภัยควบคู่กับการออกแบบกระบวนการ โดย NIST Cybersecurity Framework 2.0 เสนอกรอบสำหรับทำความเข้าใจ ประเมิน จัดลำดับ และสื่อสารความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรหลายขนาดและหลายอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อน Digital Transformation
Digital Transformation ไม่มีเทคโนโลยีชุดเดียวที่เหมาะกับทุกองค์กร การเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับปัญหา ลักษณะข้อมูล และระดับการตัดสินใจในกระบวนการ
ตัวอย่างเทคโนโลยีและบทบาท ได้แก่
-
- Document Scanning: เปลี่ยนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล
- OCR: สกัดข้อความและช่องข้อมูลออกจากเอกสาร
- Workflow Automation: กำหนดลำดับงาน เงื่อนไข และผู้อนุมัติ
- RPA: ทำงานบนระบบเดิมตามขั้นตอนที่กำหนด
- AI: ช่วยจำแนกข้อมูล ตรวจจับรูปแบบ หรือสนับสนุนการตัดสินใจ
- Document Management: จัดเก็บ ค้นหา กำหนดสิทธิ์ และติดตามเอกสาร
- Dashboard และ Analytics: แสดงสถานะและข้อมูลเพื่อการบริหาร
ตัวอย่างเช่น ระบบ RPA สำหรับงานอัตโนมัติ เหมาะกับงานซ้ำที่มีขั้นตอนและเงื่อนไขชัดเจน แต่หากกระบวนการยังมีข้อยกเว้นจำนวนมาก องค์กรอาจต้องออกแบบ Process ใหม่ก่อนนำ RPA มาใช้
ควรทำเองหรือใช้ผู้ให้บริการภายนอก
องค์กรควรทำเองเมื่อมีกระบวนการไม่ซับซ้อน มีทีมที่เข้าใจทั้งธุรกิจและเทคโนโลยี และมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับดูแลระบบหลังเริ่มใช้งาน
การใช้ผู้ให้บริการภายนอกอาจเหมาะกว่าเมื่อองค์กรมีเงื่อนไขเหล่านี้
-
- มีเอกสารหรือธุรกรรมปริมาณมาก
- ปริมาณงานเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา
- ต้องใช้ทั้งคน กระบวนการ และเทคโนโลยีร่วมกัน
- มีหลายระบบที่ต้องเชื่อมต่อ
- ต้องการเริ่มโครงการโดยไม่ตั้งทีมใหม่ทั้งหมด
- ต้องการผู้รับผิดชอบผลลัพธ์ของกระบวนการ
รูปแบบ Business Process Outsourcing หรือ BPO สามารถช่วยให้องค์กรส่งมอบกระบวนการบางส่วนให้ผู้ให้บริการบริหาร โดยองค์กรยังคงกำหนดนโยบาย เป้าหมาย การควบคุม และตัวชี้วัดที่ต้องการ
ตัวชี้วัด Digital Transformation ที่องค์กรควรติดตาม
ตัวชี้วัดควรสะท้อนผลลัพธ์ของกระบวนการ ไม่ใช่วัดเพียงจำนวนระบบหรือจำนวนเอกสารที่ถูกแปลงเป็นดิจิทัล ตัวอย่างเช่น
-
- ระยะเวลาตั้งแต่รับงานจนเสร็จสิ้น
- เวลารอในแต่ละขั้นตอน
- จำนวนครั้งที่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ
- อัตรางานผิดพลาดหรืองานที่ต้องแก้ไข
- จำนวนรายการที่ระบบประมวลผลอัตโนมัติ
- สัดส่วนรายการที่ต้องส่งให้พนักงานตรวจสอบ
- ความสามารถในการติดตามสถานะ
- ต้นทุนต่อรายการ
- ความพึงพอใจของผู้ใช้งานหรือลูกค้า
- ระยะเวลาที่ใช้ค้นหาและตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง
ความสำเร็จของ Digital Transformation ไม่ควรวัดจากจำนวนเทคโนโลยีที่ติดตั้ง แต่ควรวัดจากความเปลี่ยนแปลงของเวลา ต้นทุน คุณภาพ การควบคุม และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
SO NEXT ช่วยเชื่อมคน กระบวนการ และข้อมูลอย่างไร
SO NEXT ช่วยองค์กรออกแบบและบริหารกระบวนการทำงานผ่านบริการ BPO, Workflow Automation และเทคโนโลยีที่เชื่อมคน กระบวนการ และข้อมูลเข้าด้วยกัน
แนวทางนี้เหมาะกับองค์กรที่ไม่ได้ต้องการเพียงซอฟต์แวร์ แต่ต้องการปรับกระบวนการตั้งแต่การรับเอกสาร การจัดเตรียมข้อมูล การตรวจสอบ การอนุมัติ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับระบบที่ใช้อยู่
แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า “ควรใช้ OCR, RPA หรือ Workflow ตัวใด” องค์กรสามารถเริ่มจากการสำรวจว่า
-
- ขั้นตอนใดควรถูกตัดออก
- ขั้นตอนใดควรทำอัตโนมัติ
- ขั้นตอนใดยังต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ
- ข้อมูลใดต้องเชื่อมระหว่างระบบ
- ผลลัพธ์ใดควรถูกวัดและรายงาน
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกออกแบบร่วมกัน เทคโนโลยีจะทำหน้าที่สนับสนุนกระบวนการ แทนการเพิ่มภาระให้พนักงาน
สรุปความแตกต่างที่องค์กรควรรู้
Digitization, Digitalization และ Digital Transformation เป็นส่วนต่อเนื่องกัน แต่ไม่ควรถูกใช้แทนกันทั้งหมด
-
- Digitization: เปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
- Digitalization: ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเปลี่ยนขั้นตอนการทำงาน
- Digital Transformation: เปลี่ยนกระบวนการ การบริหาร คน และผลลัพธ์ทางธุรกิจในระดับองค์กร
องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยโครงการขนาดใหญ่ แต่ควรเลือกกระบวนการที่มีปัญหาชัดเจน วางเป้าหมายที่วัดผลได้ และออกแบบการทำงานให้เหมาะสมก่อนเลือกเทคโนโลยี
FAQ : คำถามที่พบบ่อย องค์กรควรเริ่ม Digital Transformation จากตรงไหน
Digitization คือการแปลงข้อมูลหรือเอกสารจากรูปแบบเดิมเป็นข้อมูลดิจิทัล ส่วน Digital Transformation คือการนำข้อมูลและเทคโนโลยีไปเปลี่ยนกระบวนการ วิธีบริหาร และผลลัพธ์ทางธุรกิจในวงกว้าง
การสแกนเอกสารเป็น Digitization และอาจเป็นขั้นแรกของ Digital Transformation แต่ยังไม่ถือว่าเป็น Transformation หากองค์กรยังต้องคีย์ ส่งต่อ อนุมัติ และติดตามงานด้วยขั้นตอนเดิม
Digitization เน้นการเปลี่ยนรูปแบบข้อมูล เช่น กระดาษเป็น PDF ส่วน Digitalization เน้นการนำข้อมูลดิจิทัลไปปรับวิธีทำงาน เช่น ใช้ OCR อ่านข้อมูลแล้วส่งเข้าสู่ระบบอนุมัติอัตโนมัติ
ควรเริ่มจากกระบวนการที่มีปริมาณงานสูง เกิดข้อผิดพลาดซ้ำ มีเวลารอนาน หรือกระทบต่อลูกค้าและต้นทุนอย่างชัดเจน เช่น บัญชี จัดซื้อ ประกัน โลจิสติกส์ HR หรือการจัดการเอกสาร
ไม่จำเป็นทุกโครงการ หลายกระบวนการอาจปรับปรุงได้ด้วย Workflow, OCR, RPA หรือการเชื่อมระบบทั่วไป AI ควรถูกเลือกเมื่อมีโจทย์ที่ต้องจำแนก วิเคราะห์ หรือจัดการข้อมูลที่มีความหลากหลาย
ฝ่าย IT มีบทบาทสำคัญ แต่ไม่ควรเป็นเจ้าของโครงการเพียงฝ่ายเดียว เจ้าของกระบวนการ ผู้บริหาร ผู้ใช้งาน ฝ่ายข้อมูล และฝ่ายกำกับดูแลต้องร่วมกำหนดเป้าหมายและออกแบบวิธีทำงาน
ต้องกำหนดตัวชี้วัดก่อนเริ่ม เช่น ระยะเวลาทำงาน ต้นทุนต่อรายการ อัตราความผิดพลาด เวลารอ จำนวนงานที่ทำอัตโนมัติ และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน แล้วเปรียบเทียบผลก่อนและหลังดำเนินโครงการ

Writer : Aditep Phumkasame
Digital and Performance Marketing. : SO-Siamrajathanee Plc.
Follow : Linkedin - Aditep .P
ผมเชื่อว่าทุกการตัดสินใจที่จะใช้ Outsourcing ควรมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ข้าง ๆ เพื่อช่วยลดภาระ ดูแลเรื่องที่ยุ่งยาก ให้คุณได้โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กร
อ่านบทความเพิ่มเติม
Digital Transformation ต่างจาก Digitization อย่างไร
จ้างสแกนเอกสาร จำนวนมาก เริ่มวางแผนอย่างไร
ระบบจัดเก็บเอกสารออนไลน์ เลือกอย่างไรให้เหมาะกับองค์กร
งานสำรวจคืออะไร รู้จักประเภท ขั้นตอน และวิธีเลือกให้ตรงโจทย์ธุรกิจ
BPO คืออะไร? ช่วยธุรกิจลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างไร
In-house vs Outsource เลือกงานที่ควรทำเองหรือจ้างภายนอก ยังไง?
Back Office คืออะไร ทำไมองค์กรยุคใหม่ถึงควร Outsource
Big Data คืออะไร และทำไมองค์กรของคุณถึงละเลยไม่ได้