จ้างสแกนเอกสาร จำนวนมาก เริ่มวางแผนอย่างไร

จ้างสแกนเอกสาร

เอกสารสะสมหลายปีไม่ควรเริ่มจัดการด้วยการนำทุกอย่างเข้าเครื่องสแกนทันที บทความนี้สรุปขั้นตอนประเมินปริมาณ กำหนดผลลัพธ์ ทำ Pilot ควบคุมคุณภาพ และเลือกผู้ให้บริการสำหรับโครงการสแกนเอกสารระดับองค์กร

การสแกนเอกสาร ไม่ควรเริ่มด้วยการนำเอกสารทุกกล่องเข้าเครื่องสแกนทันที แต่ควรเริ่มจากการกำหนดว่าองค์กรต้องการค้นหา ใช้งาน เชื่อมต่อ และเก็บรักษาไฟล์ดิจิทัลอย่างไร เพราะผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการจะเป็นตัวกำหนดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดแยกจนถึงการตรวจรับงาน

เอกสารสะสมหลายปีมักมีทั้งแฟ้ม สัญญา ใบกำกับภาษี แบบฟอร์ม ประวัติพนักงาน เอกสารลูกค้า และเอกสารที่หมดความจำเป็นปะปนกัน หากไม่มีแผนที่ชัดเจน องค์กรอาจได้ไฟล์ภาพจำนวนมากที่เปิดอ่านได้ แต่ค้นหาไม่ได้ เชื่อมกับระบบเดิมไม่ได้ และยังต้องเก็บกระดาษไว้เหมือนเดิม

ข้อสรุปสำคัญ: เป้าหมายของ Document Digitization ไม่ใช่การผลิตไฟล์ให้ได้มากที่สุด แต่คือการเปลี่ยนเอกสารให้เป็นข้อมูลที่ค้นหา ควบคุม และนำไปใช้ในกระบวนการทำงานได้

สแกนเอกสารจำนวนมาก ทำไมต้องบริหารเป็นโครงการ

การสแกนเอกสาร ระดับองค์กรประกอบด้วยหลายขั้นตอนมากกว่าการสร้างไฟล์ภาพ ได้แก่ การรับมอบเอกสาร เตรียมต้นฉบับ สแกน ตรวจคุณภาพ ทำ OCR บันทึก Metadata นำเข้าระบบ และส่งคืนหรือจัดการเอกสารต้นฉบับ

ความล่าช้าส่วนใหญ่มักเกิดในขั้นตอนที่อยู่ก่อนและหลังเครื่องสแกน เช่น การแกะลวดเย็บ การเรียงหน้า การแยกประเภท การอ่านเลขอ้างอิง และการแก้ไฟล์ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ดังนั้น การประเมินกำลังผลิตจากความเร็วของเครื่องสแกนเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

โครงการควรกำหนดผู้รับผิดชอบ ขอบเขตงาน เกณฑ์คุณภาพ ระยะเวลาดำเนินงาน และเส้นทางของเอกสารแต่ละชุดอย่างชัดเจน หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับ ISO 15489 ซึ่งครอบคลุมการสร้าง รับเข้า และบริหาร Records พร้อม Metadata ความรับผิดชอบ และกระบวนการควบคุมเอกสารตลอดวงจรชีวิต

จ้างสแกนเอกสาร สะสมหลายปีควรเริ่มต้นอย่างไร

องค์กรควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย สำรวจตัวอย่างเอกสาร และทดลองทำงานในวงจำกัดก่อนอนุมัติโครงการทั้งหมด วิธีนี้จะช่วยให้ประมาณปริมาณ งบประมาณ ระยะเวลา และความเสี่ยงได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

1. กำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ

ควรตอบให้ได้ว่าเหตุใดองค์กรจึงต้อง จ้างสแกนเอกสาร เช่น

    • ลดพื้นที่จัดเก็บเอกสาร
    • ค้นหาเอกสารได้เร็วขึ้น
    • รองรับการทำงานจากหลายสถานที่
    • จ้างสแกนเอกสาร เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในระบบ ERP, CRM หรือ Workflow
    • เตรียมเอกสารสำหรับ Audit
    • ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหายหรือเสื่อมสภาพ
    • รองรับนโยบาย Paperless Office

วัตถุประสงค์ที่ต่างกันจะนำไปสู่สเปกต่างกัน ตัวอย่างเช่น หากต้องการเปิดดูย้อนหลัง อาจใช้ไฟล์ PDF พร้อมข้อมูลดัชนีพื้นฐาน แต่หากต้องการนำข้อมูลในใบแจ้งหนี้เข้าสู่ระบบบัญชี อาจต้องเพิ่ม OCR, Data Capture และการตรวจสอบข้อมูล

2. จ้างแสกนเอกสาร ต้องสำรวจและจัดกลุ่มเอกสารด้วย

อย่านับเฉพาะจำนวนกล่อง ควรสำรวจว่าในแต่ละกล่องมีเอกสารประเภทใด ขนาดใด สภาพเป็นอย่างไร และมีข้อมูลสำคัญระดับใด

กลุ่มที่ควรแยกออกจากกัน ได้แก่

    • เอกสารทั่วไปขนาด A4
    • เอกสารสองหน้า
    • แบบฟอร์มที่มีสี ตราประทับ หรือลายมือ
    • เอกสารบาง ฉีกขาด หรือเสื่อมสภาพ
    • สมุดหรือเอกสารเข้าเล่ม
    • แบบแปลนและเอกสารขนาดใหญ่
    • เอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลับ
    • เอกสารที่ต้องคืนเข้าแฟ้มตามลำดับเดิม

การจัดกลุ่มช่วยให้เลือกอุปกรณ์ วิธีเตรียมเอกสาร และเกณฑ์ตรวจรับได้เหมาะสม แทนการใช้สเปกเดียวกับเอกสารทุกประเภท

3. ประเมินปริมาณจากตัวอย่างจริง

ควรสุ่มกล่องหรือแฟ้มจากหลายช่วงปีและหลายหน่วยงาน แล้วนับจำนวนแฟ้ม จำนวนเอกสาร และจำนวนหน้าจริง เพื่อสร้างค่าเฉลี่ยสำหรับการประมาณทั้งโครงการ

สูตรเบื้องต้นที่ใช้วางแผนได้คือ:

จำนวนหน้าโดยประมาณ = จำนวนหน่วยจัดเก็บ × จำนวนเอกสารเฉลี่ยต่อหน่วย × จำนวนหน้าเฉลี่ยต่อเอกสาร

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกเวลาสำหรับการเตรียมเอกสาร การทำดัชนี การตรวจคุณภาพ และการประกอบแฟ้มกลับด้วย เพราะงานเหล่านี้อาจใช้เวลามากกว่าการสแกน

4. กำหนดผลลัพธ์และ Metadata

องค์กรต้องระบุให้ชัดว่า เมื่อจบโครงการแล้วต้องได้รับอะไรบ้าง เช่น

    • ไฟล์ PDF, PDF/A, TIFF, JPEG หรือไฟล์ประเภทอื่น
    • ไฟล์แยกตามเอกสาร แฟ้ม หรือกล่อง
    • ไฟล์ที่ค้นหาข้อความได้
    • ข้อมูลดัชนีใน Excel, CSV หรือฐานข้อมูล
    • โครงสร้าง Folder
    • รูปแบบการตั้งชื่อไฟล์
    • รายงานจำนวนงานและรายการผิดพลาด
    • การนำไฟล์เข้าสู่ DMS หรือระบบธุรกิจ

การ จ้างสแกนเอกสาร Metadata ที่ดีควรอ้างอิงจากวิธีค้นหาจริง เช่น เลขที่สัญญา รหัสลูกค้า เลขที่ใบแจ้งหนี้ วันที่ ประเภทเอกสาร หรือหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ไม่ควรสร้างช่องข้อมูลมากเกินความจำเป็น เพราะทุกช่องหมายถึงเวลาและต้นทุนในการบันทึกและตรวจสอบ

5. ทำ Pilot ก่อนเริ่มโครงการ จ้างสแกนเอกสาร เต็มรูปแบบ

Pilot คือการนำเอกสารตัวอย่างมาทดลองครบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่รับเอกสารจนถึงตรวจรับไฟล์ ควรเลือกตัวอย่างที่มีทั้งเอกสารปกติและเอกสารที่จัดการยาก

ผลจาก Pilot จะช่วยตอบคำถามสำคัญ เช่น

    • ความละเอียดที่เลือกอ่านรายละเอียดได้เพียงพอหรือไม่
    • OCR อ่านภาษาและรูปแบบเอกสารได้เหมาะสมเพียงใด
    • Metadata ที่กำหนดช่วยให้ค้นหาได้จริงหรือไม่
    • ใช้เวลาเตรียมเอกสารต่อกล่องเท่าใด
    • การตั้งชื่อไฟล์เกิดความซ้ำซ้อนหรือไม่
    • ผู้ใช้งานเปิดไฟล์และนำเข้าระบบปลายทางได้หรือไม่

ข้อสรุปสำคัญ: Pilot ที่ดีไม่ใช่การสแกนตัวอย่างให้ดูสวย แต่เป็นการทดสอบทุกขั้นตอนและทุกเงื่อนไขที่ต้องใช้ตรวจรับงานจริง

6. ออกแบบ Workflow และ Chain of Custody

จ้างสแกนเอกสาร ควรกำหนดจุดรับส่งเอกสาร ผู้รับผิดชอบในแต่ละสถานะ และวิธีติดตามว่าเอกสารชุดใดอยู่ที่ใคร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงส่งคืน

ตัวอย่างสถานะ ได้แก่ รับเข้าพื้นที่ คัดแยก เตรียมเอกสาร รอสแกน สแกนแล้ว รอตรวจคุณภาพ รอแก้ไข พร้อมนำเข้าระบบ และส่งคืนแล้ว การติด Barcode หรือ Batch ID จะช่วยลดความสับสนเมื่อมีเอกสารจำนวนมากเคลื่อนผ่านหลายจุด

7. กำหนดเกณฑ์ตรวจรับงาน

เกณฑ์ตรวจรับควรวัดได้และตกลงก่อนเริ่มงาน เช่น

    • เอกสารครบทุกหน้า
    • ไม่มีหน้ากลับหัว เอียง หรือผิดลำดับ
    • ข้อความและรายละเอียดสำคัญอ่านได้
    • ไฟล์เปิดได้และไม่มีความเสียหาย
    • ชื่อไฟล์และ Metadata ตรงกับต้นฉบับ
    • OCR และข้อมูลที่บันทึกผ่านเกณฑ์ที่ตกลง
    • ไฟล์ถูกนำเข้าระบบปลายทางได้สำเร็จ
    • มีขั้นตอนแก้ไขงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์

ไม่ควรระบุเพียงว่า “งานต้องถูกต้อง 100%” โดยไม่มีวิธีวัด ควรกำหนดหน่วยตรวจ ตัวอย่างที่ใช้สุ่มตรวจ ระดับข้อผิดพลาด และกระบวนการแก้ไขให้ชัดเจน

8. วางแผนจัดการต้นฉบับหลังสแกน

ก่อนเริ่มงานต้องระบุว่าเอกสารต้นฉบับแต่ละกลุ่มจะถูกส่งคืน เก็บต่อ ย้ายคลัง หรือเข้าสู่กระบวนการทำลายอย่างปลอดภัย

ไม่ควรทำลายเอกสารทันทีหลังสแกนเสร็จ ควรผ่านการตรวจรับไฟล์ สำรองข้อมูล ตรวจสอบข้อกำหนดการเก็บรักษา และได้รับอนุมัติจากเจ้าของเอกสารหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน

ควรกำหนดไฟล์ DPI OCR และ Index อย่างไร

ควรกำหนดสเปกจากลักษณะต้นฉบับและวัตถุประสงค์การใช้งาน ไม่ควรเลือกความละเอียดสูงสุดทุกกรณี เพราะไฟล์ที่ใหญ่ขึ้นส่งผลต่อพื้นที่จัดเก็บ การรับส่ง และประสิทธิภาพของระบบ

ความละเอียดและโหมดสี

เอกสารข้อความทั่วไปมักเริ่มพิจารณาที่ระดับความละเอียดซึ่งอ่านตัวอักษรและรายละเอียดสำคัญได้ชัดเจน ส่วนเอกสารที่มีตัวอักษรขนาดเล็ก ภาพถ่าย ตราประทับ หรือรายละเอียดทางเทคนิค อาจต้องใช้ความละเอียดหรือโหมดสีที่สูงกว่า

ควรตัดสินใจจากไฟล์ Pilot ไม่ใช่ตัวเลข DPI เพียงอย่างเดียว เพราะสภาพกระดาษ คุณภาพหมึก และการปรับภาพมีผลต่อคุณภาพไฟล์ด้วย

OCR และ Searchable PDF

OCR ช่วยแปลงข้อความในภาพให้เป็นข้อมูลที่ค้นหา คัดลอก หรือประมวลผลต่อได้ แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างตามภาษา ฟอนต์ คุณภาพต้นฉบับ ตาราง ลายมือ และตำแหน่งข้อมูล

หากต้องการมากกว่าการค้นหาข้อความ เช่น ดึงเลขที่ใบแจ้งหนี้ ยอดเงิน หรือเลขที่สัญญา ควรออกแบบกระบวนการ Data Capture พร้อม Validation เพิ่มเติม สามารถศึกษาความแตกต่างของการใช้งานได้จากหน้า บริการ OCR AI สำหรับเอกสารภาษาไทย ของ SO NEXT

Index และ Metadata

Index คือข้อมูลที่ใช้ค้นหาและเชื่อมโยงเอกสารกับระบบอื่น ตัวอย่างเช่น:

ประเภทเอกสาร_เลขอ้างอิง_วันที่_ลำดับ

การออกแบบ Index ควรตอบคำถามว่า ผู้ใช้งานค้นหาเอกสารจากข้อมูลใด และระบบปลายทางรองรับ Field ใด ไม่ควรตั้งชื่อไฟล์ยาวเกินไปหรือใส่อักขระที่ระบบไม่รองรับ

จ้างสแกนเอกสาร

จ้างสแกนเอกสาร Onsite หรือ Offsite แบบไหนเหมาะกว่า

Onsite เหมาะกับเอกสารที่ห้ามนำออกจากพื้นที่หรือจำเป็นต้องเรียกใช้ระหว่างโครงการ ส่วน Offsite เหมาะกับงานที่สามารถส่งมอบเป็น Batch และต้องการใช้พื้นที่ บุคลากร และอุปกรณ์ของผู้ให้บริการ

ประเด็น Onsite Offsite
การขนย้ายเอกสาร เอกสารอยู่ในองค์กร ต้องมีขั้นตอนรับส่ง
พื้นที่ทำงาน องค์กรต้องจัดพื้นที่ ใช้พื้นที่ของผู้ให้บริการ
การเรียกใช้ต้นฉบับ ทำได้สะดวกกว่า ต้องกำหนดขั้นตอนขอคืน
การควบคุมหน้างาน องค์กรกำกับได้ใกล้ชิด ควบคุมผ่านรายงานและ Chain of Custody
อุปกรณ์และสภาพแวดล้อม อาจมีข้อจำกัดของสถานที่ มักจัดสภาพแวดล้อมเฉพาะได้ง่ายกว่า
ความเหมาะสม เอกสารลับหรือห้ามเคลื่อนย้าย โครงการปริมาณมากที่แบ่งส่งเป็นชุดได้

องค์กรอาจใช้รูปแบบผสม เช่น สแกนเอกสารลับ Onsite และส่งเอกสารทั่วไปไปดำเนินการ Offsite ทั้งนี้ หน้า บริการสแกนเอกสารของ SO NEXT ระบุว่ารองรับทั้งสองรูปแบบ รวมถึงการใช้ OCR, DMS และการติดตามงานตามกระบวนการที่กำหนด

จ้างสแกนเอกสาร จะควบคุมคุณภาพงานได้อย่างไร

การควบคุมคุณภาพควรทำหลายชั้น ตั้งแต่ตรวจสภาพต้นฉบับ ตรวจไฟล์ภาพ ไปจนถึงตรวจ Metadata และผลการนำเข้าระบบ การสุ่มดูเฉพาะไฟล์สวยบางรายการไม่เพียงพอสำหรับโครงการที่มีเอกสารจำนวนมาก

กรอบตรวจสอบที่ควรกำหนด ได้แก่:

    1. Document Preparation QC — ตรวจลวดเย็บ กระดาษซ้อน และลำดับหน้า
    2. Image QC — ตรวจความชัด ความเอียง หน้ากลับหัว ขอบขาด และหน้าหาย
    3. Index QC — ตรวจชื่อไฟล์และข้อมูล Metadata เทียบกับต้นฉบับ
    4. OCR/Data QC — ตรวจข้อความหรือข้อมูลสำคัญตามเกณฑ์ที่กำหนด
    5. Import QC — ตรวจว่าไฟล์และ Metadata เข้าระบบปลายทางครบถ้วน
    6. Final Reconciliation — กระทบยอดจำนวนต้นฉบับ ไฟล์ และรายการผิดพลาด

ระบบควรบันทึกว่างานชุดใดผ่านการตรวจโดยใคร เมื่อใด และมีการแก้ไขรายการใด เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้

ข้อสรุปสำคัญ: คุณภาพงานสแกนไม่ได้วัดจากความคมชัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดความครบถ้วน ความถูกต้องของ Index และความพร้อมใช้งานในระบบปลายทางด้วย

จ้างสแกนเอกสาร ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลต้องควบคุมอะไรบ้าง

องค์กรต้องประเมินว่าเอกสารมีข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลอ่อนไหว หรือข้อมูลลับทางธุรกิจหรือไม่ แล้วกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง

มาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่:

    • จำกัดผู้เข้าถึงพื้นที่และไฟล์ตามหน้าที่
    • บันทึกการรับส่งและสถานะเอกสาร
    • แยกพื้นที่ทำงานสำหรับเอกสารลับ
    • ห้ามใช้อุปกรณ์ส่วนตัวในพื้นที่ที่กำหนด
    • เข้ารหัสข้อมูลระหว่างรับส่งและจัดเก็บ
    • กำหนดอายุของไฟล์ชั่วคราว
    • ลบข้อมูลออกจากอุปกรณ์หลังส่งมอบ
    • กำหนดวิธีแจ้งและจัดการเหตุข้อมูลรั่วไหล
    • ทำข้อตกลงเรื่องบทบาทและการประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการ
    • กำหนดสิทธิ์ตรวจสอบหรือ Audit ไว้ในสัญญา

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดกรอบสำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น การส่งเอกสารให้บุคคลภายนอกสแกนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานขนส่งหรือจัดซื้อทั่วไป แต่เป็นกระบวนการที่ต้องควบคุมการเข้าถึงและการใช้ข้อมูลด้วย สามารถตรวจสอบกฎหมายฉบับเต็มได้จาก พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

จ้างสแกนเอกสาร แล้วทำลายเอกสารต้นฉบับได้หรือไม่

ไม่ควรสรุปว่าเอกสารทุกประเภทสามารถทำลายได้ทันทีหลังสแกน ความสามารถในการใช้ไฟล์แทนต้นฉบับขึ้นอยู่กับกฎหมายเฉพาะ ประเภทเอกสาร ระยะเวลาเก็บรักษา วิธีการแปลง และความน่าเชื่อถือของระบบ

ETDA มีประกาศและข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดทำหรือแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งองค์กรควรนำมาประกอบการออกแบบกระบวนการสแกน การควบคุมความครบถ้วน และการรักษาความถูกต้องของข้อมูล

ก่อนอนุมัติการทำลายต้นฉบับ ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า:

    1. กฎหมายหรือหน่วยงานกำกับกำหนดให้เก็บต้นฉบับหรือไม่
    2. เอกสารมีข้อพิพาท ภาระผูกพัน หรืออยู่ระหว่าง Audit หรือไม่
    3. ไฟล์ผ่านการตรวจรับและสำรองข้อมูลแล้วหรือไม่
    4. สามารถพิสูจน์ความครบถ้วนและการไม่ถูกแก้ไขได้หรือไม่
    5. มีผู้มีอำนาจอนุมัติการทำลายหรือไม่
    6. มีหลักฐานการทำลายที่ตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่

องค์กรสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจาก หลักเกณฑ์การจัดทำหรือแปลงเอกสารเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของ ETDA

ข้อสรุปสำคัญ: การมีไฟล์สแกนไม่ได้หมายความว่าองค์กรมีสิทธิ์ทำลายต้นฉบับโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณากฎหมาย อายุเอกสาร และความน่าเชื่อถือของกระบวนการแปลงร่วมกัน

เอกสารจำนวนมาก ควรสแกนเองหรือจ้างบริษัทภายนอก

การสแกนเองเหมาะกับงานปริมาณไม่มากและมีทีมที่สามารถรับผิดชอบได้ต่อเนื่อง ส่วนการ Outsource เหมาะกับโครงการที่มีเอกสารสะสมจำนวนมาก ต้องเร่งดำเนินการ หรือไม่มีบุคลากรและอุปกรณ์พร้อม

เหมาะกับการทำเองเมื่อ

    • ปริมาณงานมีจำกัดและเข้ามาสม่ำเสมอ
    • เอกสารมีรูปแบบเดียว
    • องค์กรมีพนักงาน เครื่องมือ และพื้นที่พร้อม
    • ไม่มีกำหนดส่งที่เร่งรัด
    • สามารถสร้างมาตรฐานและตรวจสอบคุณภาพเองได้

เหมาะกับการ Outsource เมื่อ

    • มี Backlog สะสมหลายปี
    • ปริมาณเอกสารเปลี่ยนแปลงมาก
    • ต้องเพิ่มกำลังผลิตในช่วงเวลาจำกัด
    • มีเอกสารหลายประเภทและหลายขนาด
    • ต้องใช้ OCR, Data Capture หรือเชื่อมต่อระบบ
    • ต้องการรายงานผลและผู้รับผิดชอบโครงการโดยเฉพาะ
    • ไม่ต้องการเพิ่มพนักงานประจำและลงทุนอุปกรณ์ระยะยาว

องค์กรควรเปรียบเทียบต้นทุนรวม ไม่ใช่เฉพาะค่าแรงหรือราคาต่อหน้า โดยรวมถึงพื้นที่ เครื่องสแกน ซอฟต์แวร์ การฝึกอบรม การควบคุมคุณภาพ การแก้ไขงาน และต้นทุนโอกาสของพนักงานภายใน สามารถอ่านหลักพิจารณาเพิ่มเติมได้ในบทความ วิธีเลือกบริษัทสแกนเอกสารและบันทึกข้อมูล

เลือกบริษัท จ้างสแกนเอกสาร ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง

ควรประเมินผู้ให้บริการจากกระบวนการ บุคลากร ความปลอดภัย และความสามารถในการส่งมอบผลลัพธ์ ไม่ควรเปรียบเทียบจากราคาต่อหน้าเพียงอย่างเดียว

Checklist สำหรับจัดซื้อหรือทำ TOR ได้แก่:

    • มีการสำรวจหน้างานและตัวอย่างเอกสารก่อนเสนอราคาหรือไม่
    • ระบุขั้นตอนเตรียม สแกน ตรวจสอบ และส่งมอบชัดเจนหรือไม่
    • รองรับเอกสารหลายขนาดและหลายสภาพหรือไม่
    • มีระบบ Batch ID หรือ Chain of Custody หรือไม่
    • มีวิธีป้องกันเอกสารสูญหายหรือสลับชุดอย่างไร
    • มีเกณฑ์ QC และขั้นตอนแก้ไขงานอย่างไร
    • รองรับ OCR, Data Capture และ Metadata หรือไม่
    • สามารถนำไฟล์เข้าสู่ระบบปลายทางได้หรือไม่
    • มีมาตรการควบคุมบุคลากร พื้นที่ และอุปกรณ์หรือไม่
    • มีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและการสำรองข้อมูลหรือไม่
    • กำหนดการลบไฟล์ชั่วคราวและคืนข้อมูลไว้อย่างไร
    • มีรายงานความคืบหน้าและการกระทบยอดงานหรือไม่
    • ระบุขอบเขตราคาและรายการที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่
    • ยินยอมทำ Pilot และทดสอบการตรวจรับก่อนเริ่มงานจริงหรือไม่

สำหรับการออกแบบระบบ Records Management องค์กรสามารถใช้หลักการจาก ISO 15489-1:2016 เป็นกรอบพิจารณาเรื่อง Records, Metadata, ความรับผิดชอบ และกระบวนการควบคุมเอกสาร

SO NEXT ช่วยจัดการงานสแกนเอกสารจำนวนมากแบบครบวงจรได้อย่างไร?

SO NEXT เชื่อม บริการการสแกนเอกสาร เข้ากับการออกแบบกระบวนการ OCR การจัดทำดัชนี และระบบจัดเก็บเอกสาร ทำให้องค์กรสามารถวางแผนตั้งแต่เอกสารต้นทางไปจนถึงการใช้งานไฟล์ดิจิทัล

ตามข้อมูลบริการของ SO NEXT รูปแบบการดำเนินงานรองรับทั้ง Onsite และ Offsite พร้อมเทคโนโลยี OCR, DMS และการควบคุมกระบวนการด้านความปลอดภัย โดยหน้าให้บริการระบุถึงการใช้ OCR แบบออฟไลน์และการดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 27001

ขอบเขตที่องค์กรสามารถหารือร่วมกับทีมงาน ได้แก่:

    • สำรวจประเภทและปริมาณเอกสาร
    • ออกแบบ Workflow ตั้งแต่รับเอกสารถึงส่งมอบ
    • กำหนดรูปแบบไฟล์ OCR และ Metadata
    • วางแผน Onsite, Offsite หรือแบบผสม
    • สแกนและตรวจสอบคุณภาพ
    • เชื่อมข้อมูลเข้ากับ DMS หรือระบบขององค์กร
    • วางแผนงานต่อเนื่องทั้งกระบวนการ ด้วย BPO และ Workflow Automation

หากองค์กรต้องการบริหารเอกสารหลังการสแกน สามารถพิจารณา ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกำหนดสิทธิ์ ค้นหา และจัดการเอกสารในระยะยาว ส่วนโครงการที่ต้องบริหารกระบวนการและบุคลากรร่วมกันสามารถศึกษารูปแบบ บริการ Business Process Outsourcing เพิ่มเติม

สรุปการเริ่มโครงการ จ้างสแกนเอกสาร จำนวนมาก

จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมไม่ใช่การซื้อเครื่องสแกนหรือขอราคาต่อหน้าทันที แต่คือการกำหนดผลลัพธ์ สำรวจตัวอย่าง และทดลองกระบวนการให้ครบก่อนเริ่มโครงการเต็มรูปแบบ

แผนงานที่ดีควรตอบได้ว่า:

    • มีเอกสารอะไรและจำนวนเท่าใด
    • ต้องการไฟล์และข้อมูลรูปแบบใด
    • ผู้ใช้งานจะค้นหาเอกสารอย่างไร
    • งานใดทำเองและงานใดจ้างภายนอก
    • จะควบคุมเอกสารและข้อมูลอย่างไร
    • ใช้เกณฑ์ใดในการตรวจรับ
    • หลังสแกนแล้วจะจัดการต้นฉบับอย่างไร

เมื่อคำตอบเหล่านี้ชัดเจน องค์กรจะสามารถเปรียบเทียบผู้ให้บริการ ควบคุมงบประมาณ และเปลี่ยนเอกสารสะสมให้กลายเป็นข้อมูลที่ใช้งานได้จริง

FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริการสแกนเอกสารจำนวนมาก

ควรเริ่มจากเอกสารที่มีคุณค่าต่อธุรกิจ ถูกเรียกใช้บ่อย มีความเสี่ยงสูญหาย หรือจำเป็นต่อการตรวจสอบก่อน ไม่จำเป็นต้องเรียงตามปีเสมอไป ควรจัดลำดับตาม Business Priority และข้อกำหนดการเก็บรักษา

สุ่มนับจากหลายกล่องและหลายประเภทเอกสาร แล้วคำนวณค่าเฉลี่ยจำนวนแฟ้ม เอกสาร และหน้าต่อกล่อง ควรแยกกลุ่มเอกสารทั่วไป เอกสารเข้าเล่ม และเอกสารสภาพพิเศษ เพราะใช้เวลาดำเนินงานต่างกัน

สามารถให้ทีม SO NEXT เข้าประเมินโครงการได้ เช่น ต้องการค้นหาแฟ้มย้อนหลัง จัดเก็บเอกสารเข้าระบบ หรือลดภาระงานสแกนของเจ้าหน้าที่ หากยังไม่ทราบจำนวนหน้าที่แน่นอน สามารถเตรียมตัวอย่างแฟ้มและข้อมูลจำนวนกล่อง เพื่อหารือแนวทางสำรวจปริมาณและกำหนดขอบเขตงานก่อนเสนอราคาได้

ไม่จำเป็น หากต้องการเพียงเปิดดูไฟล์ย้อนหลัง การสแกนเป็นภาพพร้อม Index อาจเพียงพอ แต่หากต้องค้นหาข้อความ ดึงข้อมูล หรือเชื่อมกับระบบธุรกิจ OCR และ Data Capture จะช่วยให้ไฟล์นำไปใช้ต่อได้มากขึ้น

โดย SO NEXT มีเทคโนโลยี OCR สำหรับแปลงข้อความจากภาพเอกสารให้นำไปใช้งานต่อได้ หากต้องการค้นหาตามเลขแฟ้ม ชื่อบุคคล หรือเลขที่หนังสือ ควรกำหนดข้อมูลดัชนีเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ ควรทดสอบกับเอกสารตัวอย่าง โดยเฉพาะเอกสารเก่า ตัวอักษรจาง หรือลายมือ ก่อนตกลงเกณฑ์คุณภาพ

PDF เป็นรูปแบบไฟล์เอกสารทั่วไป ส่วน PDF/A ถูกออกแบบเพื่อการเก็บรักษาเอกสารระยะยาว โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับองค์ประกอบภายในไฟล์มากกว่า การเลือกใช้ควรพิจารณาระบบปลายทางและนโยบาย Records Management ขององค์กร

ไม่ควรทำลายทันที ต้องตรวจสอบกฎหมายเฉพาะ ระยะเวลาเก็บรักษา ภาระผูกพันทางธุรกิจ และความน่าเชื่อถือของกระบวนการแปลงเอกสารก่อน รวมถึงต้องตรวจรับและสำรองไฟล์เรียบร้อยแล้ว

ราคามักขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า ประเภทและสภาพเอกสาร การเตรียมต้นฉบับ โหมดสี ความละเอียด OCR จำนวนช่อง Index การตรวจสอบข้อมูล รูปแบบ Onsite หรือ Offsite และการนำไฟล์เข้าระบบ จึงควรให้ผู้ให้บริการประเมินจากตัวอย่างจริง เริ่มวางแผนโครงการได้ที่หน้า

ไม่เสมอไป ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมพื้นที่ บุคลากร อุปกรณ์ การรับส่ง และไฟล์ดิจิทัล Onsite ลดความเสี่ยงจากการขนย้าย แต่หากพื้นที่ขององค์กรไม่มีการแบ่งโซนหรือควบคุมสิทธิ์ที่เหมาะสม ก็อาจเกิดความเสี่ยงด้านอื่นได้

SO NEXT สามารถระบุมาตรการควบคุมพื้นที่ทำงานแบบ Red Zone และมีเทคโนโลยี OCR แบบออฟไลน์ สำหรับเอกสารที่มีข้อมูลสำคัญ หน่วยงานควรแจ้งระดับความลับและข้อจำกัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน เพื่อกำหนดผู้มีสิทธิ์เข้าถึง วิธีรับ–ส่งไฟล์ และการจัดการข้อมูลชั่วคราวให้เหมาะกับโครงการ รวมถึงยืนยันมาตรการที่ใช้จริงในพื้นที่ปฏิบัติงาน

ไม่มีจำนวนเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ ตัวอย่างควรครอบคลุมเอกสารประเภทหลัก เอกสารสภาพยาก และกรณียกเว้นที่คาดว่าจะพบ เพื่อให้สามารถประเมินเวลา คุณภาพ และปัญหาจริงได้

Aditep

Writer : Aditep Phumkasame

Digital and Performance Marketing. : SO-Siamrajathanee Plc.
Follow : Linkedin - Aditep .P

ผมเชื่อว่าทุกการตัดสินใจที่จะใช้ Outsourcing ควรมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ข้าง ๆ เพื่อช่วยลดภาระ ดูแลเรื่องที่ยุ่งยาก ให้คุณได้โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กร